วัยเด็ก เริ่มต้น การต่อสู้
✵เด็กชายตัวน้อย เริ่มลืมตาดูโลก ใน ช่วงหัวค่ำของคืนวันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2502 ในครอบครัวเกษตรกร ชาวสวน ใน ตำบล ขุนพิทักษ์ อำเภอ ดำเนินสะดวก จังหวัด ราชบุรี พ่อ แม่ ฐานะไม่ค่อยจะดี อาศัยเช่าสวน เพื่อปลูก พืช ผัก ขาย เลี้ยงชีพ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆที่ปลูกด้วยสิ่งที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติที่มีอยู่ พื้นบ้านและฝาบ้านทำมาจากไม้ไผ่ หลังคามุงจาก
✵ในบ้านอาศัยอยู่ด้วยกัน 8 คน ประกอบด้วย พ่อ แม่ น้องชาย 2 คนและ ก๋ง(ปู่) อาชาย และอาหญิง ช่วยกันทำมาหากินปลูกพืชสวน ทุกชนิด เด็กชายตัวน้อย (ร่างกายเล็ก ป่วยบ่อยๆ)ชื่อ ด.ช.วิชัย แซ่อึ้ง ชาวสวนในตำบลขุนพิทักษ์ อำเภอดำเนินสะดวก ส่วนใหญ่ มีเชื้อสายคนจีน และใช้นามสกุล แซ่ เป็นส่วนใหญ่ ภายหลังถึงเปลี่ยนมาเป็นนามสกุล
✵ ด.ช.วิชัย เริ่มเข้าเรียนตามเกณฑ์ ชั้นประถมปีที่ 1 เมื่ออายุครบ 7 ปี ในโรงเรียนประจำตำบล ที่มีสอนถึง ชั้นประถมปีที่ 4 และในขณะทีเป็นเด็กต้องช่วยพ่อ แม่ทำสวน ต้องตื่นนอนแต่เช้ามืด ไปรดน้ำผัก แม้บางครั้งอากาศจะหนาวเย็นเพียงใด ทำให้เด็กชายตัวน้อยๆคิดอยู่เสมอว่าไม่อยากทนลำบากแบบนี้เลย ต้องเรียนให้สูงๆมีอาชีพรับราชการ แต่เพราะฐานะอยากจน ไม่มีเงินส่งเสียให้เรียนสูงๆได้
✵หนทางเดียวคือ เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4 จากโรงเรียนประจำตำบล พ่อจึงพาเด็กชาย ตัวน้อย มาฝากเป็นเด็กวัด ที่ วัดศรีชมภูราฏร์ศรัทาราม ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง ราชบุรี เด็กชายตัวน้อย มีชื่อเล่น ว่า จ้อย เพราะรูปร่างเล็ก ได้จากบ้าน จากครอบครัว พ่อ แม่ เป็นครั้งแรกอายุประมาณ 11 ปี พ่อพาจ้อยเดินทางจากสวน อำเภอดำเนินสะดวก มายังตัวเมืองราชบุรี อากาศร้อน จ้อย เดินเท้าเปล่า ไม่มีรองท้องแตะใส่ รู้สึกร้อนฝ่าเท้ามากเพราะเป็นถนนราดยาง จ้อยไม่เคย เดินทางไปไหนมาก่อน เป็นครั้งแรกที่จากบ้านและครอบครัว พ่อนำมาฝากกับท่านพระมหา ที่เป็นรองเจ้าอาวาส และเคยเป็นเพื่อนพ่อในสมัยเด็ก
✵หลังจากพ่อกลับไปแล้ว เย็นวันนั้น จ้อย นั่งร้องไห้อยู่คนเดียวเพราะไม่เคยจากบ้านไปอยู่ที่ไหนมาก่อน เป็นครั้งแรก และต่อไปคงไม่ได้อยู่ที่บ้านเหมือนเดิม จ้อยใฝ่ฝันที่จะเรียนให้สูง จบจะได้ทำงานสบาย ไม่ต้องทนลำบากเหมือนการทำสวน จ้อย คิดในใจว่าต้องทำใจต่อสู้กับความว้าเหว่ เดียวดาย เรียนรู้ให้อยู่ ให้ได้กับสภาพการเป็นเด็กวัด
✵วัดศรีชมภู เป็นวัดพัฒนา ที่ท่านเจ้าอาวาส ตั้งกฏ วินัย ไว้อย่างเคร่งครัด เด็กวัดทุกคนต้องปฏิบัติ ห้ามฝ่าฝืน ทำผิดมีการลงโทษ เฆียน ตี หรือให้ทำงาน และถ้าทำผิด กฏ วินัย ร้ายแรง ถึงขั้น ไล่ออกจากวัด เด็กวัดทุกคน ต้องเรียนหนังสือ พ่อแม่นำมาฝากเพื่อได้มีที่อยู่ที่กิน ลดภาระการส่งเสีย เด็กวัดส่วนใหญ่เป็นเด็กโต เรียนชั้นมัธยมและอาชีวะ จ้อย เท่านั้น ที่ตัวเล็กที่สุดในวัด และเรียนในชั้นประถมปีที่ 5 และมีเพื่อนเด็กวัดอีกคนที่เป็นหลานเจ้าอาวาส เด็กโข่ง ตัวใหญ่ เรียนชั้นประถมปีที่ 5 เหมือนกัน จ้อย ถูกรังแกเสมอๆ มาตลอดเพราะรูปร่างเล็กกว่า เด็กวัดทุกคนมีหน้าที่ต้องทำ ตื่นแต่เช้ามืดเดินหิ้วปิ่นโต ตามพระไปบิณฑบาตร กลับถึงวัด ช่วยกันจัดอาหารให้พระฉันท์เช้า พระฉันท์เสร็จ เด็กวัดทั้งหมดรวมกันกินข้าว ช่วยกันล้างภาชนะ กราบลาอาจารย์เจ้าอาวาส ไปเรียนตามสถานศึกษาตนเอง
✵จ้อย เรียนชั้นประถมปีที่ 5 ที่โรงเรียนเทศบาล 1(วัดสัตตนารถปริวัตร)อยู่ห่างจากวัดประมาณ 1 กม. จึงเดินไปเรียน ตอนเที่ยงก็วิ่งกลับมากินข้าววัดที่พระฉันท์เพลแล้ว ไม่มีเงินติดไปโรงเรียนเพื่อซื้อข้าวกินเป็นส่วนใหญ่ เย็นกลับจากโรงเรียน เด็กวัดทุกคนต้องช่วยกันทำงาน ขนอิฐ หิน ทราย สร้างกุฎิ เพราะเป็นวัดเริ่มพัฒนาใหม่ 5 โมงเย็นมารวมกันกินข้าวเย็น เนื่องจากเด็กวัดมากจำนวนประมาณ 30 คน แต่อาหารมีไม่พอเหลือไว้กินมื้อเย็น จึงต้องทำกินกันเป็นส่วนรวม อาหารประจำคืนไข่น้ำ (ไข่เจียว +ต้มน้ำ) เพื่อจะได้มีจำนวนมากพอกินกับเด็กวัด
✵เวลา 1ทุ่ม 19.00 เด็กวัดทุกคนต้องมาเรียนนักธรรม มีพระเป็นอาจารย์สอน ก่อน 3ทุ่ม สวดมนต์ นอน ทำเป็นกิจวัตร แบบนี้ทุกวัน เสาร์-อาทิตย์ ต้องช่วยกันทำงาน ใครจะกลับบ้าน ต้องได้รับอนุญาต จากพระอาจารย์ เจ้าอาวาส เท่านั้น ใครออกจากวัดโดยไม่บอกลา มีความผิด ทำบ่อยถึงขั้นไล่ออกจากวัด พระอาจารย์ ฝึกให้ทุกคนมีวินัย เรียนรู้ ธรรมะและนำไปสอบนักธรรมทุกคน จ้อย สอบได้นักธรรมศึกษาตรี ตอนชั้นประถมปีที่ 7 สอบตก 2 ครั้ง เพราะยังเด็กมาก การเรียนชั้นประถม ของ จ้อย อยู่ในขั้นปานกลาง เพราะมาจากโรงเรียนนอกตัวเมือง การศึกษาอ่อน ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษ แม้แต่ตัวเดียว เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4 ครูประจำชั้นสอนเพิ่มเติ่มพิเศษให้เมื่อบอกว่าจะเรียนต่อ ชั้นประถมปีที่ 5 ได้เรียนอ่านและเขียน A-Z เท่านั้น จึงทำให้อ่อนในวิชา ภาษาอังกฤษ แต่ความตั้งใจ ใฝ่เรียนที่จะเรียนต่อให้สูงๆ ก็ทำให้จ้อย มีระดับการศึกษา ปานกลาง ถึงขั้นดี 75% ขึ้นไป อยู่ในอันดับ 3-10 ของห้อง
✵ช่วงการใช้ชีวิตเป็นเด็กวัด จ้อย ต้องการหารายได้ เพื่อจะได้เอาไว้ใช้จ่าย ซื้ออาหารกิน และของที่ตนเองอยากได้ ทุกวันหวยรัฐบาล ออก จ้อย ขออนุญาติ พระอาจารย์ ไปขายใบตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล ต้องไปยังสำนักพิมพ์ หนังสือพิมพ์ก้าวหน้า ที่ตั้งอยู่ บริเวณถนนใกล้ริมทางรถไฟ เพื่อขอเครดิต หนังสือพิมพ์และใบตรวจ เอาไปขาย สำหรับเด็กที่ขาย มี 2 ประเภท คือ 1.มีเงินทุนซื้อ จะได้หนังสือและใบตรวจไปขายก่อน ราคาซื้อคือเล่มละ 0.75 บาท นำไปขาย ราคา 1.00 บาท กำไรเล่มละ 0.25 บาท 2.ไม่มีเงินทุน ต้องลง ชื่อ เอาไว้เรียงลำดับการมาจองคิว เด็กใหม่ที่มาขอเครดิต ขาย จะได้คนละ 20 เล่ม ขายหมดจะได้กำไร 5 บาท การขายของเด็กไม่มีทุน จะขายให้หมดได้ช้ากว่า เพราะได้ รับหนังสือและใบตรวจ หลัง พวกที่มีเงินทุน จ้อย ขายหมดก็เกือบเที่ยงคืน หลังจากรับหนังสือพิมพ์ ก็รีบออก วิ่งขายไปตาม ตรอก ซอย ต่างๆพร้อม ร้องเรียกให้คนซื้อ "ใบตรวจก้าวหน้า ครับใบตรวจก้าวหน้า" แต่เพราะรับหนังสือพิมพ์และใบตรวจ หลังจากเด็กที่มีเงินทุนและคิวจอง เด็กใหม่จะอยู่หลังๆ ทำให้ขายไม่หมด จะเหลือประมาณ 10 ฉบับ ต้องมาเดินขายที่บริเวณ หอนาฬิกา เป็นสถานที่มีการขายอาหารหลากหลายชนิด เหมือนตลาดกลางคืน ให้คนมาซื้อ มานั่งกินอาหาร เมื่อขายหมด เอาเงินที่ขายได้ไปส่งสำนักพิมพ์ 15 บาท เหลือกำไร 5 บาท จ้อย อยากกินอะไรก็มีเงินซื้อกินเอง ราคาอาหาร จานละ 3 บาท ซื้อกินยังมีเงินเหลือไว้ใช้ตอนไปโรงเรียนอีก 2 บาท เป็นครั้งแรกของจ้อย ที่ได้หาเงินได้ด้วยตนเอง
✵จ้อยได้ใช้ชีวิต การเป็น เด็กวัด 3 ปี เรียนหนังสือชั้นประถมปีที่ 5-7 จนจบการศึกษาชั้นประถม เพราะเป็นเด็กรูปร่างเล็ก เป็นเด็กวัด โดนรังแก อยู่เป็นประจำ เมื่อจะเข้าเรียนชั้นมัธยม กับโรงเรียนประจำจังหวัด พ่อจึงพาไปอาศัยอยู่บ้าน พ่อ แม่ ของอาจารย์ที่เป็นเพื่อนพ่อในสมัยเด็ก และเป็นอาจารย์สอนอยู่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด จ้อย สอบคัดเลือกได้เข้าเรียน โรงเรียนเบญจมราชูทิศ โรงเรียนมัธยมศึกษาประจำจังหวัด ที่มีการสอนตั้งแต่ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1-5 ต่อมามีการเปลี่นการศึกษา เป็นชัั้นมัธยมต้น ปีที่ 1-3 ชั้นมัธยมปลายปีที่ 4-6 และเปลี่ยนการวัดผลการเรียนจากเปอร์เซ็นต์ % มาเป็นเกรด




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น