🌟หลักในการทำงาน คือ
1.การวางแผน ต้องมีการวางแผนสำรองเอาไว้ล่วงหน้าหลายๆแผน เพราะเมื่อเกิดความผิดพลาดใดๆต้องเอาแผนสำรองออกมาใช้ได้ทันที คือไม่คิดว่าแผนที่วางไว้จะราบรื่นจนจบภารกิจ
2.การหาข้อมูล ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ไม่เชื่อข้อมูลทั้งหมดที่มีว่าจะเป็นจริงทุกอย่าง การหาข้อมูลที่แท้จริงเพื่อใช้วิเคราะห์ วางแผนและแก้ปัญหา ขณะทำงาน
3.การประมาณการ ต้องมีการประมาณการในเรื่อง
✨1.งบประมาณ ค่าใช้จ่าย และรายได้ ว่าเหมาะสมและพอที่จะดำเนินการไปให้บรรลุผลสำเร็จตามแผนที่วางไว้ในทุกขั้นตอน
✨2.กำลังคน ต้องเตรียมให้พร้อมและมีสำรองสำหรับที่จะทดแทน
✨3.การสนับสนุน อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ และยานพาหนะ
4.การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องกล้าตัดสินใจ บางครั้งสถานการณ์อาจไม่เป็นไปตามที่วางแผน ต้องกล้าและรีบตัดสินใจทันทีทันใด ประสบการณ์จะเป็นตัวสอนให้เราเก่งในเรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้งานดำเนินต่อไป และไม่เสียภารกิจ
5.การทำงานเป็นทีม เลือกคน เลือกงาน แบ่งงานให้เหมาะสม บางครั้งต้องเก็บเป็นความลับ จึงต้องตัดตอนงานแต่ละชนิด ไม่มอบงานหนึ่งงานใด ให้ผู้ร่วมงานทำไปจนจบภารกิจ โดยเฉพาะงานที่ต้องทำที่ต้นเรื่องไม่อยากเปิดเผยตัวตน และต้องมาเป็นผู้ร่วมอยู่ในขบวนการทำงาน ป้องกันและตัดตอนอยู่ที่ตนเองเพียงคนเดียวและรับผิดชอบงานนั้นเมื่อผิดพลาด
6.มีความรอบรู้จริง ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนทำงานเมื่อยังไม่รู้หรือมีประสบการณ์มาก่อน ต้องมีเวลาที่จะศึกษาเรียนรู้ก่อนทำงานเสมอ
หลักในการทำงานในทุกเรื่องมีความสำคัญ แต่ความคิดในแผนการดำเนินงานนั้น อย่าคิดมาก คิดแบบคนทั่วๆไปคิด คิดแบบไหน เราทำแบบนั้น ด้วยการ สร้างฉาก สิ่งสมมุติ ขึ้นมาให้เป็นแบบธรรมชาติ ที่คนทั่วไปมองแล้วบอกว่าเป็นจริง เช่น คนเรากลัวแบบไหน ชอบแบบไหน สร้างแบบจำลองให้เหมือนจริงในแบบที่เขากลัว เขาชอบ ขึ้นมาเท่านั้น ไม่จำเป็นถึงกับต้องเป็นเรื่องจริง ของจริง เพราะจุดประสงค์ ที่เราทำงาน เพื่ออะไร ต้องมุ่งหวังในสิ่งที่เราต้องทำให้สำเร็จ ส่วนรายละเอียดอื่นๆนั้นเป็นส่วนประกอบ เมื่อไม่มีเราต้องสร้าง หรือจำลองมันขึ้นมา สร้างตัวละคร ฉากที่ต้องแสดง ขึ้นมาเสมือนจริง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ
แนวความคิดการดำเนินชีวิตของตนเอง กับตรงกันข้าม คือไม่มีอะไรที่เป็นหลักการ เชื่อมั่นในตนเองสูง ตัดสินจะทำ ก็ทำ จะเลิกก็เลิก เอาเหตุผลและอารมณ์ของตนเอง เป็นที่ตั้ง ในการตัดสินใจ การทำงานที่ประสบผลสำเร็จ และได้ผลตอบแทน ได้รับเงินมาในชีวิต มีรวมๆแล้วน่าจะเกิน 50 ล้านบาท แต่ทำไม ในปัจจุบันจนถึงวันนี้ ยังติดแบล็คลิสต์ เพราะเป็นบุคคลที่ล้มละลายมาก่อน ไม่มีสินทรัพย์ใดๆเป็นของตนเอง ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ต้องเช่าอาศัยอยู่ ไม่มีรายได้ที่แน่นอน นอกจากเงินบำนาญเหลือเพียงเดือนละ ไม่ถึง 7000 บาท เพราะอะไรชีวิตถึงเป็นแบบนี้ ทุกอย่างต้องมีสาเหตุให้ต้องเป็น
ต้นทุนของชีวิตที่แตกต่าง คือ ปมด้อย เป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิตทุกๆคนถ้าไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้ทุกอย่างจะล้มเหลวไปหมด ยิ่งคนที่ไม่มีวุฒิภาวะ ความรับผิดชอบ ความมีศีลธรรม จะทำให้เป็นบุคคลที่สังคมไม่ต้องการ ขึ้นมาได้ทันที
ส่วนตัวผมเองนั้นยังโชคดี ที่อาศัยอยู่ในวัด เป็นเด็กวัดที่ต้องบังคับให้อบรมและเรียนศีลธรรม เพราะเด็กวัดคนใด ไม่เรียนต้องออกจากวัดไป เป็นกฏ ที่เจ้าอาวาส บังคับให้เด็กวัดต้องทำตาม การซึมทราบไปทุกวันในวัยเด็ก จึงทำให้ติดตัวมาจนถึงวันนี้ ในเรื่องกรรมดี กรรมชั่ว บาป บุญ ที่หลายคนบอกว่ามองไม่เห็น แต่เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต ในยามวัยแก่ ทำไมคนส่วนใหญ่ จึงหันหน้าเข้าวัด ทั้งที่แต่ก่อนนั้นไม่เคยสนใจ มาก่อน ทำไมเริ่มมาสนใจยามแก่ หรือยามที่เราประสบเคราะห์กรรม ถ้าเราคิดหาคำตอบไม่ยากที่จะรู้ด้วยตนเอง เพราะจิตวิญณาน ของคนนั้นมีจริง ในขณะที่เรามุ่งหน้าเรียน ทำงาน หาเลี้ยงครอบครัว จนจิตมุ่งไปในเรื่องนั้นๆ ในขณะที่จิตของเราว่างมากขึ้น เราเริ่มมานึกถึงจิตวิญณานของตนเองมากขึ้น มีคำถามกับตนเองมากขึ้น พิจารณาตนเองมากขึ้น บางคนถึงกับตอนนอนยังคิดถึงเรื่องนี้ ว่าเมื่อจิตเราออกจากร่างไปแล้ว ตายไปแล้วจะไปไหน และเราจะรู้สึกอย่างไร จนทำให้บางคน ถึงกับกลัวล้มป่วย คือกลัวตายมากกว่า วัยหนุ่ม วัยทำงาน จิตเลยไม่ได้มุ่งคิดในเรื่องที่ใกล้ในอยู่ในจิตของตนเอง
การอยู่ตัวคนเดียว ขาดความอบอุ่น หรือขาดคนให้คำปรึกษาตัดสินใจ คือปมด้อย ที่ติดตัว เพราะต้องจากบ้าน จากอกพ่อแม่ มาอาศัยอยู่ในวัด ต้องเรียนรู้ แก้ปัญหาด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก จึงสะสมถึงความคิดความอ่าน ยึดมั่นในตนเองสูง ประสบการณ์ การเรียนรู้มาในยามวัยเด็ก มาจากฐานะยากจน อาศัย วัดอยู่ ไม่มีเงิน หาเงินด้วยตนเอง ออกไปขายใบตรวจ เรียงเบอร์ เพียงเพื่อต้องการหาเงินมาใช้ในเรื่องที่ตนเองอยากได้ อยากมี การแก้ปัญหาแบบนี้บ่อยๆทำให้ปลูกฝังจนติดเป็นนิสัย หาเงินมาเพื่อต้องการได้ในสิ่งที่่ตนเอง อยากได้อยากมี และไม่มีการวางแผนที่จะเก็บสะสม คิดว่าหมดก็หาใหม่ แต่ยังไม่รู้ว่า หาใหม่แบบไหนอย่างไร คิดแค่ว่า มีความรู้ ความขยัน ความอดทน ก็สามารถหาได้ แต่เมื่อไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยคิดมาก่อน นี่คือสิ่งที่ทำให้เมื่อเติบโตขึ้น มักตัดสินใจด้วยอารมณ์ และความคิดของตนเอง ไม่คิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมา จนทุกวันนี้ถึงได้รู้ว่าเราทำไมตัดสินใจ ทำไปแบบนั้นและไม่ฟังคำใครที่จะทัดทาน แม้แต่ถึงการลาออกราชการทหารในขณะที่ มียศ พันตรี เป็นปีที่มีสิทธิ์สอบเข้าโรงเรียนเสธฯ เจ้านายให้ดูหนังสือสอบเสธฯ ไม่ต้องทำงาน แต่ตนเองยังมุ่งมั่นที่จะลาออกทั้งที่สาเหตุที่ออก จะไปทำอะไร ก็ยังไม่รู้ โกหก เจ้านายว่า พร้อมสำหรับการลาออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่มีอะไรเลย
หลักการทำงานกับหลักการดำเนินชีวิตที่ตรงกันข้าม แต่ไม่อาจย้อนกลับไปสู่อดีตได้ เพียงหวังไว้ว่าเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้เรียนรู้ และให้เห็นมุมมองของคนเรา ทำไมความคิด ความอ่านถึงได้แตกต่างกัน และจะไปบังคับไม่ให้เขาเห็นต่างไม่ได้ จนกว่าคนนั้นๆได้มีประสบการณ์และได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
มุมมองหนึ่ง คือ ในยามวัยเด็ก เป็นสิ่งที่สำคัญ ความอบอุ่น การเรียนรู้ สภาวะสิ่งแวดล้อม และต้นทุนของชีวิต จะทำอย่างไร ให้ในยามวัยเด็ก ได้รับการปลูกฝังในสิ่งที่ดี มีการชี้แนะ แก้ไข มีที่ปรึกษา ในการตัดสินใจ
พ่อ แม่่ คือต้นเรื่องที่สำคัญ และใกล้ชิด ที่จะทำให้เด็กโตขึ้นมาเป็นอย่างไร อย่ามุ่งหวังแค่หาเงินมาให้ลูก มีใช้ มีกินและส่งเสียให้เรียนเท่านั้น เพราะสิ่งที่หาหรือทำแทบตาย แต่ไม่ได้ในสิ่งที่ตนพึงหวังจะได้จากลูกเลยแม้แต่น้อย ยิ่งสภาพสังคม ความทันสมัยในเทคโนโลยี่ ทำให้สังคมครอบครัว ความอบอุ่น มีน้อยลงไป การให้ความเคารพนับถือ ความอาวุโส เริ่มมีน้อยลง เด็กเริ่มคิดและทำเลียนแบบในสังคมตะวันตกมากขึ้น ความแตกต่าง ที่เรียนรู้ คือการบั่นทอนสิ่งที่ดีงาม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่ให้ความสำคัญน้อยลงไปทุกวัน อย่าไปโทษใคร นอกจากตัวเราเองที่ลืมหน้าที่ สอนสั่ง อบรม ลูกหลาน เหมือนกับบรรพบุรุษ ได้สืบทอดกันมา



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น